หมู่บ้านฮาลล์สตัทท์ (Hallstatt) ประเทศออสเตรีย


OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อ้อมจะพาทุกคนไปเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ปลายทางระหว่างทะเลสาบฮาลล์สตัทท์และเทือกเขาแอลป์ที่สูงตระหง่านเป็นฉากหลัง หมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดและถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโซนทะเลสาบพื้นที่ Salzkammergut ประเทศออสเตรีย

การเดินทางมาฮาลล์สตัทท์

จากซาลล์บรูก(From Salzburg) ระยะทางจากซาลล์บรูก: 2 ชั่วโมง 15 นาทีโดยรถบัส, 2.5 ชั่วโมงโดยรถไฟบวกกับนั่งเรือข้ามฟากสั้น และเพียง 1 ชั่วโมงและ 15 นาทีโดยรถยนต์

จากเวียนนา (From Vienna) ระยะทางจากเวียนนา: 4 ชั่วโมงโดยรถไฟ, ประมาณสามชั่วโมงกว่าๆ โดยรถยนต์จากกรุงเวียนนา

ตารางรถไฟ: OBB (ที่นี่)

การเดินทางไปฮาลล์สตัทท์ จากซาลล์บรวก มิวนิคหรือเวียนนาอาจจะดูเหมือนยากในแว๊บแรก แต่อ้อมบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ

ในกรณีที่เราไม่ได้เช่ารถขับเองในการเดินทางไปฮาลล์สตัทท์ และหากเราต้องเดินทางจากเวียนนาอ้อมแนะนำให้นั่งรถไฟค่ะ แต่ถ้าเราเดินทางจากซาลล์บรูกโดยรถบัสก็จะเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถไฟนิดหน่อย และรถจะจอดที่เมืองฮาลล์สตัทท์เลย แต่การเดินทางจากซาลล์บรูกโดยรถไฟจากซาลล์บรวกก็ไม่ยากนะคะ เพียงแต่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางเพิ่มโดยการนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามทะเลสาบจากสถานีรถไฟฮาลล์สตัทท์ (ชื่อสถานีฮาลล์สตัทท์ก็จริงค่ะ แต่สถานีตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบกับเมืองฮาลล์สตัทท์อีกทีค่ะ)

อ้อมได้แบ่งปันข้อมูลการเดินทางมาหลายวิธี เพื่อช่วยให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่แสนสวยแห่งนี้แบบที่ไม่ต้องลำบากและให้เหมาะสมกับการเดินทางไปยังเมืองฮาลล์สตัทท์ของทุกคนค่ะ

รถไฟ

Hallstatt_train_station_01WebsitePicture-hallstatt-hallstaetter-seeschifffahrt-c-kraft-108P9250597.JPG

เดินทางไปฮาลล์สตัทท์ด้วยรถไฟง่ายมากค่ะ ไม่ว่าเราจะเดินทางจากซาลล์บรูกหรือเวียนนา เราต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่สถานีเดียวกันคือสถานี Attnang-Puchheim (จากสถานี Salzburg Hbf ประมาณ 46 นาที, จากสถานี Westbahnhof เวียนนาใช้เวลาประมาณ 2 ชม.) เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นขบวน RegionalExpress ต่อไปยังเมืองฮาลลสตัทท์ อีกประมาณ 1 ชม. ครึ่ง เมื่อถึงสถานีรถไฟฮาลล์สตัทท์ (Hallstatt) ให้นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฝากมาเมืองฮาลล์สตัทท์ค่ะ (เรือข้ามฝากราคาคนละ 4 ยูโร

สรุปเส้นทาง:

1. Salzburg หรือ Vienna > Attnang-Puchheim:

ระยะเวลาในการเดินทางด้วยรถไฟ

จากซาลล์บรูก สถานี Salzburg Hbf มาเมืองนี้ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

จากเวียนนา สถานี Westbahnhof มาถึงเมืองนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

เวลาระหว่างรอการเปลี่ยนรถไฟ: 

จาก/ไปยัง เมืองซาลล์บรูก (Salzburg) ประมาณ 12 นาที

จาก / ไปยัง กรุงเวียนนา (Wien) ประมาณ 20 ถึง 30 นาที

2. Attnang-Puchheim> Bad Ischl> Hallstatt Bahnhof:

เดินทางต่อโดยรถไฟท้องถิ่นจากสถานี Attnang-Puchheim ไปยัง Bahnhof Hallstatt จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที โดยสถานี Bahnhof Hallstatt จะอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบจากตัวเมืองฮาลล์สตัทท์ จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปยังเมืองฮาลล์สตัทท์

แต่หากคุณพักที่เมืองโอเบอร์ทรวน Obertraun ให้นั่งรถไฟต่อไปอีกหนึ่งสถานี หรืออีกประมาณ 5 นาที เพื่อไปลงที่สถานีโอเบอร์ทรวน Obertraun หรือถ้าคุณจะไปเที่ยวชมถ้ำน้ำแข็งและ five fingers ให้นั่งรถบัสสาย 542 จากสถานี Obertraun ลงที่สถานี Obertraun Dachsteinseilbahn และหากจะเดินทางไปฮาลล์สตัทท์ให้นั่งไปลงที่สถานี Hallstatt Lahn เช็คตารางเดินรถบัส

ราคาตั๋วรถไฟและตารางเวลารถ: สำหรับข้อมูลตารางรถไฟเช็คได้จาก เว็บไซต์รถไฟเยอรมัน หรือเว็บไซต์รถไฟออสเตรีย ราคาจะขึ้นอยู่กับบริษัทรถไฟที่คุณเลือกค่ะ เช็คราคาได้จากเว็บไซต์รถไฟได้เองเลยค่ะ

การเดินทางโดยรถบัสแล้วต่อรถไฟจากซาลล์บรวก

การเดินทางด้วยรถบัสแล้วต่อรถไฟจาก Salzburg ไป Hallstatt จะเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถไฟอย่างเดียวประมาณ 20 นาที แต่ก็ต้องเปลี่ยนรถถึง 3 ครั้งค่ะ

วิธีการก็คือต้องขึ้นรถบัสสาย 150 จากสถานี Salzburg ไปลงที่สถานี Bad Ischl และจากที่นี่ ให้เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง Hallstatt โดยเส้นทางนี้จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 40 นาที

ถ้าให้อ้อมแนะนำ อ้อมว่าการเดินทางด้วยรถไฟน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการเดินทางไปฮาลล์สตัทท์ (Hallstatt) ค่ะ

หมายเหตุ: ที่สถานีรถไฟและสถานีรถบัสฮาลล์สตัทท์ไม่มีที่ฝากกระเป๋านะคะ

Things to do

1. เดินเล่นในหมู่บ้านแสนสวยฮาลล์สตัทท์: PA240718.JPGตั้งแต่เราก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้านฮาลล์สตัทท์ คุณจะตกหลุมรักหมู่บ้านนี้เหมือนรักแรกพบ ทุกย่างก้าวที่เราเดินไปจะมีทั้งบ้านไม้อัลไพน์น่ารักแบบดั้งเดิม วิวทะเลสาบและภูเขาที่งดงาม แถมด้วยบรรดาหงส์ที่สง่างามพากันมาว่ายน้ำโชว์นักท่องเที่ยวอีกด้วย เรียกได้ว่าเหมือนกับเราได้เดินเข้าไปในหมู่บ้านเทพนิยายจากนิทานอัลไพน์หยั่งไงหยั่งงั้นเลยค่ะ และถึงแม้ถนนหลักของเมืองจากหน้าหมู่บ้านจนถึงสุดหมู่บ้านจะมีเพียงเส้นเดียว เป็นทางเลียบทะเลสาบและมีระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อยากให้มันมีจุดสิ้นสุดเลย ถ้าทุกคนมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านอันแสนน่ารักแห่งนี้ อ้อมแนะนำให้คุณใช้เวลาและซึมซับบรรยากาศและความสวยงามของฮาลล์สตัทท์ให้มากที่สุด อ้อมรับรองค่ะว่าทุกคนต้องประทับใจและมีความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้มาสัมผัสหมู่บ้านน่ารักแห่งนี้ค่ะ

2. ขับเรือไฟฟ้าในทะเลสาบฮาลล์สตัทท์:OLYMPUS DIGITAL CAMERA ขับเรือในทะเลสาบอันสวยงามที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาแอลป์ เป็นกิจกรรมแนะนำที่ไม่อยากให้ใครที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวในช่วง เม.ย.-ก.ย. พลาดเลยค่ะ เค้าเปิดบริการให้เช่าเรือเฉพาะช่วงฤดูร้อนและเฉพาะวันที่อากาศดีเท่านั้น เวลาเช่าขั้นต่ำ 30 นาที ลำนึงนั่งได้ 4 คน ส่วนราคาเค้าคิดค่าบริการเหมาลำค่ะ

เรือไฟฟ้า 300 วัทต์: 30 นาที 10 ยูโร, 1 ชม. 15 ยูโร
เรือไฟฟ้า 500 วัทต์: 30 นาที 13 ยูโร,  1 ชม. 18 ยูโร
ไปขับเรือผ่อนคลาย แล้วยังได้เห็นหมู่บ้านฮาลล์สตัทท์ในมุมมองที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหาก

 3. ทานปลาทะเลสาบ (Try Lake Fish): 10750059_10152437348787344_5789978622627220501_o.jpgฮาลล์สตัทท์เป็น 1 ในหมู่บ้านในภูมิภาคของเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบ เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า อาหารขึ้นชื่อก็ไม่พ้นหลากหลายเมนูปลาสดๆ จากทะเลสาบค่ะ ในทะเลสาบฮาลล์สตัทท์มีปลาที่มีชื่อเสียงชื่อเรียกยากว่า “ไรอันเก้ (Reinanke)” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า White Fish และถ้าได้ทานคู่กับไวน์ขาวท้องถิ่นของออสเตรียแล้วล่ะก็ รับรองว่ามันช่างเข้ากั๊น..เข้ากันจริงๆ ค่ะ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีแค่ปลาไรอันเก้เท่านั้นนะคะ ยังมีทั้งปลาชาร์ (Char) แซลมอนเทร้าท์ (Salmon Trout) และที่อ้อมชอบมากที่สุดคือปลาเทร้า (Trout) ค่ะ แต่เนื่องจากอย่างที่เราทราบกันดีว่าปลาน้ำจืดจะก้างเยอะ ยังไงระวังก้างเวลาทานกันด้วยนะคะ

4. หอคอยรูดอร์ฟ&สกายวอร์ค (Rudolph’s Tower & Skywalk): FullSizeRender.jpgเป็นจุดชมวิวบนภูเขาเกลือ (Salzberg) ที่เราจะสามารถมองเห็นหมู่บ้านฮาลล์สตัทท์จากมุมสูงที่ 1,200 ฟุต  โดยหอคอยรูดอร์ฟนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1282 โดยดยุค Albrecht ที่ 1 แห่งออสเตรียเพื่อใช้เป็นหอคอยสังเกตการณ์ในการป้องกันเหมืองเกลือและได้ตั้งชื่อหอคอยว่า “รูดอล์ฟ” ตามชื่อพ่อของเขา (Afder Rudorf ที่ 1) และต่อมาที่หอคอยรูดอร์ฟนี้ยังใช้เป็นที่อาศัยของผู้จัดการเหมืองเกลือมาหลายรุ่นยาวนานนับหลายศตวรรษ ในปี ค.ศ. 1960 ที่หอนี้ได้เปิดเป็นร้านอาหารที่มีอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนู หรือจะจิบกาแฟกับทานเค้กแบบโฮมเมดเพลินๆ ชมวิวไปด้วยก็มีความสุขไปอีกแบบนะคะ

จุดชมวิว Skywalk เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวสำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นและชอบวิวพาโนรามาของเทือกเขาอัลไพน์ในภูมิภาค Dachstein Salzkammergut จุดชมวิวที่ยื่นจากหน้าผาสูง 1,148 ฟุต ทำให้เหมือนกับว่าเราเดินบนอากาศเหนือหลังคาหมู่บ้านมรดกโลกฮาลล์สตัทท์ เป็นมุมที่ตื่นเต้นไปอีกแบบค่ะ

การเดินทาง: การเดินทางขึ้นมาบนหอคอยรูดอร์ฟ&สกายวอร์ค สามารถนั่งรถรางขึ้นเขาค่ะ ซึ่งเราสามารถซื้อตั๋วแยกเฉพาะค่ารถไป-กลับขึ้นมาชมวิว หรือขึ้นมาร้านอาหารอย่างเดียว หรือซื้อตั๋วรวมค่ารถไป-กลับ+เหมืองเกลือค่ะ (วัน-เวลาทำการและราคาตั๋ว) หรือเดิน treking ประมาณ 1 ชม. ขึ้นตามเส้นทางเดินขึ้นเขาก็ได้เช่นกันค่ะ

5. เหมืองเกลือฮาลล์สตัทท์ Hallstatt Salt Mine (Salzwelten): IMG_8185.JPGเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งนี้มีอายุมากกว่า 7,000 ปี เรียกได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยยุคก่อนคริสตกาลเลยค่ะ ในเมืองหนาวที่อาณาเขตไม่มีทางออกติดทะเล เกลือถือว่าเป็นของมีค่ามาก โดยที่นี่จะมีคำเรียกเกลือว่า “White Gold” หรือทองคำขาว และเหตุผลที่เกลือมีค่ามากในสมัยก่อนก็เนื่องจากคนโบราณเค้าใช้เกลือในการถนอมอาหารไว้ทาน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้ในช่วงฤดูหนาวที่สัตว์และต้นไม้ใบหญ้าต่างพากันจำศีลซึ่งกินเวลาหลายเดือน เช่น แฮม เบคอน เป็นต้น เราอาจเคยได้ยินว่ามีเพียงไม่กี่แห่งในโลกนี้ที่มีหลักฐานของมนุษย์ในช่วงยุคเหล็ก ที่ฮาลล์สตัทท์มีหลักฐานจากการขุดค้นพบโครงกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องไม้เครื่องมือและในการเริ่มทำเหมือง จนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อที่ตั้งตามยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในช่วงยุคเหล็กว่า “Hallstatt Era” ยุคฮาลล์สตัทท์ (800-400 ปีก่อนคริสตกาล)

ทัวร์เหมืองเกลือฮาลล์สตัทท์เป็นกิจกรรมสนุกๆ สำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เข้าไปก็เจอความตื่นเต้นของสไลด์ไม้กระดานโบราณของคนงานเหมือง ซึ่งเป็นสไลด์และบันไดไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และการเดินทางโดยรถไฟที่ใช้ในการเข้า-ออกถ้ำเกลือของคนงานเหมือง เรายังจะได้เห็นทะเลสาบใต้ดินที่บอกเล่าเรื่องราวของการเกิดเกลือบนเขานี้แบบเข้าใจง่ายโดยใช้ แสง สี เสียง เรียกได้ว่าหลังหนึ่งชั่วโมงของการทัวร์เหมืองเกลือ เราได้รับทั้งความรู้ทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเหมืองเกลือและภูมิภาคนี้ และยังได้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเหมืองในสมัยก่อนอีกด้วยค่ะ ถ้ามีแผนจะมาเที่ยวเหมืองเกลือ ขอให้เผื่อเวลาขึ้นรถราง ถ่ายรูปวิว เดินไป-กลับเหมืองและทัวร์เหมืองซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 ชม. ค่ะ

การเดินทาง: นั่งรถรางขึ้นเขาจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตรงทางขึ้นเขาเกลือ จากนั้นเดินต่อไปตามทางเดินป่าอีกประมาณ 15-20 นาที  โดยเราสามารถซื้อตั๋วแยกเฉพาะค่ารถไป-กลับขึ้นมาชมวิว หรือขึ้นมาร้านอาหารอย่างเดียว หรือซื้อตั๋วรวมค่ารถไป-กลับ+เหมืองเกลือค่ะ (วัน-เวลาทำการและราคาตั๋ว)

หมายเหตุ: เหมืองเกลือจะปิดในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนเมษายนค่ะ

Where to eat

ร้านอาหารแนะนำ:

  1. ร้าน Seewirt ร้านเก่าแก่และขึ้นชื่อเรื่องเมนูปลา แต่ก็มีเมนูอาหารพื้นเมืองอื่นๆ ด้วยนะคะ / ที่ตั้ง: Marktplatz 51, 4830 Hallstatt
  2. ร้าน Lake side hotel Grüner Baum ร้านริมทะเลสาบบรรยากาศดีมีเมนูปลาสดๆ จากทะเลสาบ แล้วยังมีอาหารพื้นเมืองและอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนด้วยค่ะ / ที่ตั้ง: Marktplatz 104, 4830 Hallstatt
  3. ร้าน Braugasthof Inn ร้านตกแต่งน่ารัก และเปิดพื้นที่ริมทะเลสาบแบบ Outdoor ในวันอากาศดี แน่นอนว่ามีเมนูปลาสดจากทะเลสาบและอาหารพื้นเมือง แต่ถ้าใครชอบทานเป็ด อ้อมแนะนำเมนูเป็ดซอสส้มค่ะ / ที่ตั้ง: Verena Lobisser, Seestraße 120, 4830 Hallstat
Advertisements

เดินทางจากสนามบินเวียนนาเข้าเมือง


สนามบินนานาชาติเวียนนา Schwechat ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงเวียนนา และอยู่ห่างประมาณ 16 กิโลเมตร การเดินทางจากสนามบินไปยังกลางเมืองเวียนสามารถ เดินทางได้ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายโดยการขนส่งสาธารณะหลากหลายแบบ

เข้าเมืองเวียนนาด้วยรถไฟด่วน City Airport Train (CAT)

CAT_Wien_Mitte

City Airport Train (CAT) คือรถไฟสนามบินที่เชื่อมระหว่างสถานีรถไฟสนามบินกับสถานีรถไฟ Wien Mitte สถานีศูนย์กลางการขนส่งของกรุงเวียนนา แบบสายตรงที่ไม่มีการจอดหยุดตามสถานีต่างๆ เหมือนรถไฟทั่วไป และใช้เวลาเดินทางเพียง 16 นาทีเท่านั้น

สถานีอยู่ในอาคารสนามบินตรงสุดทางของ Terminal 3 (ตามสัญลักษณ์ CAT จะเจอค่ะ)

airport-map

ที่นั่งในรถไฟนั่งสบายมีจุดวางกระเป๋าเดินทางด้วยค่ะ

ขากลับจากเวียนนาไปยังสนามบินโดย CAT สะดวกมากๆ เพราะเราสามารถเช็คอินกระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องพร้อม Check in รับ Boarding pass ที่เคาท์เตอร์สถานี CAT ใน Wien Mitte ก่อนขึ้นรถไฟได้เลย (ยกเว้น สายการบิน Air France or Germanwings) เป็นเคาท์เตอร์แบบเดียวกับเคาท์เตอร์ที่ Check in ที่สนามบิน เราจึงไม่ต้องไปต่อคิว Check in หรือโหลดกระเป๋าที่สนามบินอีกค่ะ เรียกว่าขึ้นรถไฟ CAT ไปพร้อมตั๋วรถไฟ, Boarding Pass, ตัวเรากและกระเป๋าขึ้นเครื่องเท่านั้น (เริ่มฝากได้ตั้งแต่ 24 ชม. ก่อนเวลาบิน แต่ไม่น้อยกว่า 75 นาทีก่อนเวลาบิน เวลาเคาท์เตอร์ทำการระหว่าง 5.00-21.00 น.)

ขากลับ ด้านในสถานี Wien Mitte จะเป็นช้อปปิ้งมอลล์ ให้หาสัญลักษณ์ CAT จะเจอทางเข้า
CAT-WienMitte-Landstrasse-e1407945966184

พอเข้าไปก็จะเจอเคาท์เตอร์ Check in และโหลดกระเป๋า (ถ้ามีของขอคืนภาษีในกระเป๋าที่โหลดลงเครื่อง ต้องไปโหลดที่สนามบินนะคะ)
CAT-Cityairporttrain-Wien-Mitte-City-Check-In-AUA-Austrian-Air-Berlin-Fahrgäste-Passagiere_1-Foto-PA-Austrian-Wings-Media-Crew

Wien Mitte สถานีศูนย์กลางการขนส่งของกรุงเวียนนา ที่มีทั้งสถานีรถไฟ, รถไฟใต้ดิน, รถไฟ S Bahn และยังเป็นห้างสรรพสินค้าด้วยค่ะ (อย่าช้อปปิ้งเพลินจนตกรถไฟนะคะ)


วัน-เวลาที่ให้บริการ:

สนามบินกรุงเวียนนา – Wien Mitte

วิ่งทุกวัน 6:09-11:39 รถไฟออกทุก 30 นาที

Wien Mitte – สนามบินกรุงเวียนนา

วิ่งทุกวัน 5:36-11:06 รถไฟออกทุก 30 นาที

ราคา:
เที่ยวเดียว: 11€ ไป-กลับ: 17€ – ส่วนลด สามารถใช้ได้กับเวียนนาการ์ด
สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี และผู้พิการที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ เดินทางฟรี

ซื้อตั๋วที่:
ซื้อออนไลน์จาก http://www.cityairporttrain.com
ซื้อจากเครื่องขายตั๋วที่สถานี CAT Wien Mitte
หรือซื้อจาก เคาท์เตอร์ข้อมูลการท่องเที่ยว ที่สนามบินหรือที่สถานี CAT Wien Mitte

เข้าเมืองเวียนนาด้วยรถบัส Vienna Airport Line

neoplan-cityliner-vienna-airport-linesoebb-79082

รถบัสเส้นสนามบินกรุงเวียนนา จะเดินทางโดยตรงไปยัง กรุงเวียนนา  มี 3 สายด้วยกัน คือ

1. เส้น Wien Morzinplatz/Schwedenplatz (สามารถต่อรถที่ U1, U4)  วิ่งตรงจากสนามบิน โดยไม่มีจอดหยุดตามสถานีไปยัง Schwedenplatz  (ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที)

สนามบินกรุงเวียนนา – Morzinplatz/Schwedenplatz (คลิ๊กดูตารางเดินรถ)

วิ่งทุกวัน 4.50-0.20 น. รถไฟออกทุก 30 นาที 

Morzinplatz/Schwedenplatz – สนามบินกรุงเวียนนา

วิ่งทุกวัน 4.00 – 23.30 น. รถไฟออกทุก 30 นาที

2. เส้น Wien Westbahnhof (Europaplatz) (สามารถต่อรถที่ U3, U6) สายนี้จะจอดที่ ป้าย Volkstheater, ป้าย Rathaus และ ป้าย Schottentor (ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที)

สนามบินกรุงเวียนนา – Morzinplatz/Schwedenplatz (คลิ๊กดูตารางเดินรถ)

วิ่งทุกวัน 06.00 – 00.30 น. รถไฟออกทุก 30 นาที

Morzinplatz/Schwedenplatz – Vienna Airport

วิ่งทุกวัน 06.00 – 00.30 น. รถไฟออกทุก 30 นาที

0x5219F563DE4ACCB901279F905E3E7344
รถบัสจะจอดตรงหน้าเทอร์มินอลเลยค่ะ (สถานีรถอยู่ตรงรูปรถบัส)

ราคา:เที่ยวเดียว: 8€ (ใช้เวียนนาการ์ดลดเหลือ 7€)
สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6-15 ปี ราคา €4 เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีและผู้พิการที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ เดินทางฟรี

ซื้อตั๋วที่: คนขับรถบัสได้โดยตรงตอนขึ้นรถได้เลยค่ะ

Coffee time: Ebel Cafe Prague


หลังจากเดินดูตึกสวยๆ ในกรุงปราก อ้อมชวนให้มานั่งพักขา จิบกาแฟชิลล์ ที่คาเฟ่เล็กๆ แต่กาแฟและเค้กอร่อยเลิศ ใกล้สะพานชาร์ลและจตุรัส Old Town ชื่อ Cafe Ebel เพราะตั้งแต่เปิดประตูคาเฟ่เข้าไปเราก็ได้กลิ่นหอมของกาแฟอบอวลไปทั่วทั้งร้าน และเพราะเป็นค่าเฟ่เล็กๆ ดังนั้นบรรยากาศในร้านจึงอบอุ่น พนักงานเป็นกันเอง เหมือนเราแวะมานั่งเล่นในบ้านคนพื้นเมือง ที่นี่เค้ามีกาแฟเราให้เลือกมากมายจนแทบจะเลือกไม่ถูกว่าจะสั่งอะไร หรือจะสั่งชามาจิบเพื่ออบอุ่นร่างกายในวันอากาศหนาวก็ได้เหมือนกัน ส่วนของหวานที่นี่ก็จะเป็นขนมอบแบบโฮมเมดล้วนๆ รวมถึงคนที่แพ้กลูเต้นก็ไม่ต่องห่วง เพราะเค้ามีเค้กแบบกลูเต้นฟรีด้วย หรือถ้าใครจะฝากท้องที่นี่ เค้าก็มีเมนูอาหารเช้าและอาหารกลางวันง่ายๆ อย่าง ซุป เบเกล แซนวิชและครัวซองต์ให้รองท้องได้ด้วยค่ะ รับประกันว่าคนรักชา กาแฟไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

P.S. Ebel Cafe ในกรุงปรากมี 2 ร้าน

ร้านแรกเล็กมาก ขายกาแฟอย่างเดียว เป็นร้านเน้น take away แต่ก็มี 2 โต๊ะเล็กๆ ให้นั่งดื่มที่ร้านได้ อยู่บนถนน Kaprova 11, Prague 1

ร้านที่ 2 (แนะนำ) เป็นแบบคาเฟ่ที่มีของหวานด้วย อยู่บนถนน Retezova 9, Prague 1

มายุโรปตอนไหนดี


การเลือกช่วงเวลาในการมาเยือนประเทศสาธารณรัฐเช็คนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรทราบก่อนที่จะวางแผนมาเที่ยว เนื่องจากประเทศเช็คมีฤดูถึง 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว โดยแต่ละฤดูก็จะมีภูมิอากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแต่งต่างกันไป ส่วนใหญ่ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์และปราสาทบางแห่งในประเทศจะเปิดทำการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเท่านั้นคือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวที่นี่คือช่วงเดือนพฤษภาคมหรือเดือนกันยายน เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่มีอากาศดีมากที่สุดของปี คือ อากาศกำลังสบาย ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป และจำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่เยอะมากอีกด้วย  ส่วนในเดือนเมษายนและเดือนตุลาคม ซึ่งมีอากาศหนาวกว่า นักท่องเที่ยวจะน้อยจึงทำให้คุณได้ห้องพักในราคาที่ถูกลง ส่วนในช่วงฤดูหนาว คือช่วงพฤศจิกายน-เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นมาก โดยคุณอาจจะได้เห็นเมืองต่างๆ ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว แต่ถึงแม้ว่าในช่วงนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งจะปิดทำการ แต่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศเช็คในช่วงนี้กลับอยู่บนภูเขาสูง โดยมีนักท่องเที่ยวมากมายที่ไปเยี่ยมเยือนหรือทำกิจกรรมต่างๆ กันที่สกีรีสอร์ท ดังนั้นการศึกษาสภาพอากาศก่อนมาเที่ยวประเทศเช็คจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้การมาเยือนประเทศเช็คเป็นไปตามจุดประสงค์หรือกิจกรรมที่คุณต้องการ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการจัดเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสำหรับแต่ละฤดูอีกด้วย

 

“Spring of Love” สภาพอากาศในฤดูใบไม้ผลิ

        ฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะเย็นสบายและไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิหรือปลายฤดูหนาวอาจยังคงหนาวเย็นอยู่บ้าง แต่ว่าจากกลางเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม สภาพอากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมีนาคมประมาณ 5 องศา และในเดือนเมษายนอากาศก็จะเริ่มอุ่นขึ้น แต่ว่าอากาศในเวลากลางคืนส่วนมากก็ยังคงหนาวอยู่ ส่วนในช่วงเดือนพฤษภาคมเวลากลางวันอากาศจะเย็นสบาย โดยมีอุณหภูมิประมาณ 20 องศากว่าๆ ต้นไม้เริ่มผลิใบ ท้องทุ่งเริ่มมีหญ้าสีเขียวอ่อนสีเขียวแก่ลาดสลับกันไปมาตามสภาพภูมิประเทศ  ดอกไม้ใบหญ้าก็จะบานสะพรั่งเห็นเป็นสีสันสวยสดงดงามไปทั่วทุกแห่ง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดช้าลงคือ จะมืดตอนประมาณสองทุ่ม จึงทำให้เรามีเวลาเที่ยวได้มากขึ้น บวกกับอากาศที่เย็นสบายด้วยแล้ว ถือว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเที่ยวที่ประเทศเช็คเลยก็ว่าได้ค่ะ

 

“Wonderful Summer” สภาพอากาศในฤดูร้อน

    ฤดูร้อนของประเทศเช็คจะเริ่มจากประมาณเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งอากาศในฤดูร้อนนี้ อาจเป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ประเทศ เนื่องจากบางวันอุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 35 องศา แต่อุณหภูมินี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราแต่อย่างใด เพราะว่านี่ถือเป็นอุณหภูมิปรกติของบ้านเรา แต่ก็อาจมีฝนตกบ้างในบางวัน จึงควรมีร่มคันเล็กๆ ติดตัวไว้ค่ะ นอกจากนี้ ฤดูร้อนที่ประเทศเช็คจะมืดช้าที่สุดในรอบปี คือ พระอาทิตย์จะตกตอนประมาณสามทุ่มสิบห้านาที ทำให้เราได้เที่ยวนานขึ้น และไม่ต้องรีบทำเวลาเพราะกลัวว่าจะมืดหรือว่าจะไม่มีแสงให้ถ่ายรูปค่ะ และอีกอย่างในช่วงหน้าร้อนของที่เช็ค บรรดาร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ จะเปิดพื้นที่หน้าร้านให้คุณสามารถนั่งข้างนอก จิบกาแฟ หรือรับประทานอาหารได้ พร้อมกับเพลิดเพลินกับการมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา ได้บรรยากาศยุโรปๆ ไปอีกแบบค่ะ

 

“Colourful Autumn” สภาพอากาศในฤดูใบไม่ร่วง

    ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถือว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวประเทศเช็คเช่นกันค่ะ โดยในช่วงเดือนกันยายนอากาศจะยังคงอบอุ่นมีอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันประมาณ 20 องศา ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง สีส้มสด ในวันที่มีแสงแดดคุณจะมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามและต้นไม้สีสวยสดสลับสีกันอยู่บนต้นไม้สวยงามราวกับภาพวาด

ส่วนตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไปอุณหภูมิจะเริ่มลดต่ำลง และในเดือนพฤศจิกายนอากาศจะเริ่มหนาวเย็นในเวลากลางคืนโดยอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าศูนย์องศา โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 3 องศา และอาจจะมีหิมะชุดแรกตกลงมาในช่วงนี้ มองดูแล้วเหมือนกับเมืองที่ปูพรมสีขาวหรืออยู่ภายใต้ผ้าห่มสีขาวที่สวยงาม

 

“Magic Winter” สภาพอากาศในฤดูหนาว

      อากาศฤดูหนาวในประเทศเช็คจะหนาวมาก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ -2-5 °C แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงเวลานี้ก็ยังถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ในการมาเที่ยวประเทศเช็ค เพราะเมื่อหิมะตก คุณจะได้เห็นตึกราม บ้านเรือน อาคารที่สวยงาม หรือแม้แต่วิวธรรมชาติที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน และเมื่อต้องกับแสงไฟดวงเล็กดวงน้อยจากบ้านเรือนหรือเสาไฟริมถนนในยามค่ำคืน จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับกำลังอยู่ในเทพนิยายเลยทีเดียว และยิ่งถ้าได้มีคนรู้ใจมาเดินจูงมือข้างๆ ด้วยแล้วล่ะก็ รับรองว่าโรแมนติกสุดๆ ดังนั้นถึงแม้อากาศจะหนาวมากแค่ไหน ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศมาแวะเวียนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบโอเปร่าหรือคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิค

ฤดูหนาวที่นี่จะมืดเร็วกว่าในฤดูอื่นๆ ของปี เนื่องจากพระอาทิตย์จะตกตอนประมาณสี่โมงเย็นในเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม และพระอาทิตย์จะตกตอนประมาณห้าโมงเย็นในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งปิดเร็วตามไปด้วยหรือในบางแห่งจะปิดทำการในช่วงฤดูหนาวไปเลยก็มี

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายให้เราได้ทำในฤดูหนาวนี้อย่างเช่น สเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้ง หรือจะขึ้นเขาไปเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรือสไลเดอร์หิมะ ก็สนุกไปอีกแบบค่ะ

ดังนั้น ถ้าหากคุณกำลังมีแผนการว่าจะมาเที่ยวประเทศเช็คในช่วงฤดูกาลนี้ล่ะก็ คุณควรจะเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่นรวมทั้งเสื้อโค้ทหนาๆ และรองเท้าที่ทำให้เท้าของคุณอุ่นในขณะที่คุณเดินสำรวจเมืองนะคะ

การขอวีซ่าเชค และวีซ่าเชงเก้น


การขอวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตเชค

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการขอวีซ่าเชงเก้น

  • ผู้ยื่นมีความจำเป็นที่จะต้องมายื่นคำร้องขอวีซ่าด้วยตนเองเท่านั้น เนื่องจากประเทศในกลุ่มโซนเช้งเก้นมีการใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อใช้ในการจำแนกคุณลักษณะรายบุคคลในระบบการทำวีซ่า ผู้สมัครจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสแกนลายนิ้วมือ เพื่อระบุลายนิ้วมือของผู้สมัครทั้ง 10 นิ้วเพื่อเก็บเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้ภายใน 5 ปี
  • ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอวีซ่า ผู้สมัครสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วันก่อนวันเดินทางได้ ตามกฏของกลุ่มประเทศเชงเก้น อย่างไรก็ตามผู้สมัครจะต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าอย่างน้อย 15 วัน ก่อนการเดินทาง โดยกระบวนการพิจารณาวีซ่าอาจใช้เวลาถึง 15 วัน (หรือนานกว่านั้น แล้วแต่กรณี)
  • กรณีมีแผนจะเดินทางไปยังหลายประเทศทีอยู่ในกลุ่มประเทศเชงเก้น ให้ขอวีซ่าจากสถานทูตของประเทศที่เที่ยวนานที่สุดในแผนการเดินทางโดยนับจากจำนวนคืนที่พัก แต่หากมีหลายประเทศในแผนการเดินทางที่มีจำนวนคืนที่พักเท่ากันหลายประเทศ ให้ขอวีซ่าของประเทศแรก เช่น มีแผนเที่ยว ออสเตรีย 3 วัน 2 คืน, เยอรมัน 5 วัน 4 คืน, เช็ค 5 วัน 4 คืน; ให้ขอวีซ่าที่สถานทูตเยอรมัน
  • การยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นของประเทศเช็คและประเทศออสเตรียผู้สมัครมีความจำเป็นที่จะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อนการยื่นคำร้องของท่าน หากผู้สมัครมิได้ทำการนัดหมาย ทางสถานทูตและศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าจะไม่สามารถรับเอกสารคำร้องขอวีซ่าของท่านได้
  • จองคิวยื่นขอวีซ่าเช็คที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS
  • จองคิวยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตเช็ค
  • จองคิวยื่นขอวีซ่าออสเตรียที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS
  • ค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่าเชงเก้น ประเภทท่องเที่ยวระยะสั้น (ระยะเวลาน้อยกว่า 90 วัน) เป็นเงินไทย ราคา 60 ยูโรต่อท่าน โดยผู้สมัครจะต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้น เด็กอายุ 11-6 ปี จะได้รับการลดค่าธรรมเนียมเหลือคนละ 35 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเชงเก้น ส่วนผู้สมัครที่ยื่นขอวีซ่าเช็คที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS ที่นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้วผู้ยื่นคำร้องทุกท่านจะต้องชำระค่าดำเนินการท่านละ 550 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อการยื่นคำร้องขอวีซ่า
  • การรับพาสปอร์ตคืน หากผู้สมัครยื่นขอวีซ่าเยอรมันที่สถานทูตเยอรมัน ทางสถานทูตเยอรมันมีบริการส่งพาสปอร์ตโดยบริษัทไปรษณีย์ไทยโดยคิดค่าบริการเล่มละ 130 บาท หากผู้สมัครยื่นขอวีซ่าเช็คที่ศูนย์รับคำร้อง VFS สามารถใช้บริการส่งพาสปอร์ตทางไปรษณีย์โดยคิดค่าบริการเล่มละ 200 บาท และถ้าหากผู้สมัครยื่นคำร้องขอวีซ่าเช็คที่สถานทูตเช็คโดยตรง ผู้สมัครสามรถรับพาสปอร์ตได้ด้วยตัวเองที่สถานทูตเช็ค หรือหากไม่สามารถมารับเองได้ ก็สามารถทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษ ติดอากรสแตมป์ 10 บาท แนบบัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนาที่ลงชื่อรับรองของทั้งผู้มอบ และผู้รับอำนาจ พร้อมกับใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า โดยจัดเอกสาร 1 ชุด ต่อการรับ 1 เล่มพาสปอร์ต

**การเตรียมเอกสารถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดสำหรับการขอวีซ่าเชงเก้น

เอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่า

1. ใบคำร้องขอวีซ่า

2. พาสปอร์ตตัวจริง มีหน้าว่างที่เหลือสำหรับตราประทับมากกว่า 2 หน้า เหลืออายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับจากวันยื่นขอ และเล่มเก่า(หากมี) 
พร้อมสำเนาและทุกหน้าที่มีตราประทับ และลงนามสำเนาถูกต้อง

3. บัตรประชาชนตัวไม่ใช้ในทุกกรณียกเว้น

  • กรณีผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สําเนาสูติบัตร
  • กรณีผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ไม่ได้เดินทางกับบิดาและหรือมารดาต้องทําหนังสือยินยอมให้เดินทางไปต่างประเทศพร้อมลงลายมือชื่อบิดาและหรือมารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมายโดยต้องเป็นเอกสารที่ออกให้โดยสํานักงานเขตหรือที่ว่าการอําเภอพร้อมแนบหลักฐานแสดงฐานะทางการเงินพร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครองหรือผู้สนับสนุนค่าเดินทางและลงนามรับรองสําเนาถูกต้อง
  • กรณีผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 20 ปีที่เดินทางกับบิดาหรือมารดาเพียงท่านใดท่านหนึ่ง ต้องมีเอกสารการยินยอมและหลักฐานรับรองว่ามีอํานาจในการปกครองผู้เยาว์ผู้นั้นจากที่ว่าการเขต/อําเภอ

4.  สำเนาทะเบียนบ้านใช้เฉพาะกรณีที่ไม่ได้รับรองค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง เช่นพ่อแม่เป็นสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายให้ลูก /สามีเป็นสปอนเซอร์ให้ภรรยา /พี่เป็นสปอนเซอร์ให้น้อง ต้องแนบสำเนาทะเบียน-บ้านเพื่อแสดงความสัมพันธ์

5.  ทะเบียนสมรส, ทะเบียนหย่า, ใบเปลี่ยนชื่อ นามสกุล (หากมี) ทั้งตัวจริงและพร้อมสำเนา แปลเป็นภาษาอังกฤษ ลงนามสำเนาถูกต้อง โดยไม่ต้องรับรองคำแปล

6.  รูปถ่ายสี 2 รูป ขนาด 3.5*4.5 ซม. และจากผมถึงคางขนาด 3 ซม. หน้าตรงปัจจุบันพื้นฉากหลังรูปต้องมีสีขาวเท่านั้นรูปจะต้องเป็นภาพที่คมชัดห้ามสวมแว่นสายตาห้ามมีเงาห้ามถ่ายรูปและตกแต่งภาพจากคอมพิวเตอร์ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)  รูปแรกติดที่ฟอร์ม Visa Application Form ด้วยกาวเท่านั้นที่ใบคําร้องขอวีซ่า (ไม่ใช้ที่เย็บกระดาษ) รูปอีกใบแนบไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ ณ. ศูนย์รับคําร้องขอวีซ่า ให้เขียนชื่อนามสกุล เป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และหมายเลขพาสปอร์ต หลังรูป กันหาย

 7. หลักฐานการทํางาน (จดหมายรับรองการทํางานเป็นภาษาอังกฤษฉบับจริงเท่านั้น**
จดหมายรับรองการทํางานให้ระบุ TO WHOM IT MAY CONCERN (ไม่ต้องระบุสถานฑูต) ระบุชื่อนามสกุลตามพาสปอร์ตตําแหน่งวันเริ่มทํางานวันที่ได้รับอนุมัติให้ลา(เพื่อประกันว่าเราจะกลับมาทํางานแน่นอนจะไม่หลบหนีเข้าประเทศ) ไม่ต้องรับรองคําแปลจากกรมการกงสุล

  • กรณีผู้เดินทางเป็นเจ้าของกิจการ:ใช้หนังสือจดทะเบียนบริษัทฯให้คัดหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนการค้าจากกระทรวงพาณิชย์ที่มีรายชื่อผู้ประกอบกิจการอายุไม่ต่ำกว่า 3 เดือนแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่ต้องรับรองคําแปล
  • กรณีผู้เดินทางเป็นเจ้าของร้านค้า: ใช้ทะเบียนพาณิชย์ที่มีชื่อผู้เป็นเจ้าของร้านค้า
  • กรณีที่เป็นพนักงานบริษัทฯ: ใช้จดหมายรับรองการทํางานจากนายจ้างระบุตําแหน่งวันเริ่มทํางานระยะเวลาการว่าจ้างเงินเดือนวันที่ได้รับอนุมัติให้ลาและวันที่จะกลับมาทํางานพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น(โดยระบุประเทศที่จะไปทั้ง 4 ประเทศคือออสเตรีย เชค สโลวาเกีย และฮังการี)
  • กรณีที่เป็นข้าราชการ:ใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
  • กรณีเกษียณอายุราชการถ่ายสําเนาบัตรข้าราชการบํานาญพร้อมตัวจริง
  • กรณีเป็นนักเรียนนักศึกษาใช้หนังสือรับรองจากสถาบันศึกษานั้นว่ากำลังศึกษาอยู่ระบุชั้นปีที่ศึกษาพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
  • กรณีเป็นแม่ค้า,ทําธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่ได้จดทะเบียนการค้า, ทําอาชีพอิสระ,เกษียณและไม่ได้ทำงานใด ๆ ต้องพิมพ์จดหมายรับรองตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ

 

 8. สําเนาสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตัวจริงและสําเนาทุกหน้า ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้า ปัจจุบันย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมลงนามรับรองสําเนาถูกต้องซึ่งจะแสดงให้เห็นการหมุนเวียนของเงินในบัญชีเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน (โดยไม่นับเดือนที่ยื่น) ว่าเรามีเงินเพียงพอสําหรับ การเดินทางท่องเที่ยวตามระยะเวลาที่ขอไว้ หากเดินทางเป็นครอบครัวและต้องการใช้บัญชี รับรองสมาชิกในครอบครัวท่านอื่น ต้องออกหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายให้ด้วยและ ต้องอัพเดท สมุดไม่เกิน 6 วัน ก่อนยื่นขอวีซ่า

  •         กรณีเป็นคู่สมรส สามารถใช้บัญชีของสามี หรือภรรยาได้ แต่ต้องมีทะเบียนสมรสยืนยัน กรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ให้ทำจดหมายชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษ และลงนามรับรองทั้งสองท่าน กรณีคู่สมรสเสียชีวิต ให้แนบสำเนาใบมรณะบัตร กรณีที่คู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย ให้แนบบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และหลักฐานการทำงานของคู่สมรสประกอบ
  •         กรณีรับรองญาติพี่น้อง ต้องแนบจดหมายภาษาอังกฤษรับรองแสดงความเกี่ยวข้องกันจากผู้รับรอง พร้อมเซ็นรับรองโดยเจ้าของบัญชี ซึ่งสามารถพิมพ์ได้เอง พร้อมแนบสมุดบัญชีเล่มที่ใช้รับรอง
  •        กรณีมีผู้สนับสนุนค่าเดินทาง ต้องมีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
  1. จดหมายจากผู้รับรองค่าใช้จ่ายพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ซึ่งสามารถพิมพ์ได้เองและเซ็นต์รับรองโดยเจ้าของบัญชี  **ยื่นพร้อม 
  2. สําเนาพาสปอร์ตหรือสําเนาบัตรประชาชนผู้สนับสนุน
  3. หลักฐานการทํางานและรายได้ของผู้สนับสนุน
  4. หลักฐานบัญชีธนาคารแสดงยอด 6 เดือนของผู้สนับสนุนค่าเดินทาง (ผู้สนับสนุนไม่จําเป็นต้องมาแสดงตัว)

9. ใบจองตั๋วเครื่องบิน เป็นแค่ใบจองก็พอ โดยยังไม่ต้องซื้อจริง พิมพ์ใบจองที่ได้จาก Agency ที่ซื้อตั๋ว แต่หากซื้อผ่านเว็บก็พิมพ์ e-Ticket ไปได้เลย ก่อนการออกวีซ่า ผู้ยื่นอาจจะได้รับการร้องขอให้แสดงการยืนยันของตั๋วเครื่องบินที่ผ่านการชำระแล้ว

10. ประกันการสุขภาพและอุบัติเหตุ ครอบคลุมช่วงเวลาเดินทางวงเงินประกัน 1.5 ล้านบาท หากซื้อรายสิบวัน ราคาประมาณไม่เกิน 1,000 บาท สามารถซื้อผ่านเว็บได้และพิมพ์ออกมาเองได้เลย และต้องระบุเป็น EUROPE พร้อมระบุวันที่ และเวลาตามตั๋วเครื่องบินโดยให้แสดงในวันที่ยื่นขอวีซ่า

11. ใบจองโรงแรม เป็นเอกสารจองโรงแรมต่างๆ เรียงตาม Itinerary ที่ระบุวันที่และเมืองที่จะไป พร้อมชื่อ, ที่อยู่, อีเมลล์และเบอร์โทรศัพท์ของโรงแรมที่จะพัก ทุกวันทุกคืนที่อยู่ที่นี่

12. ตารางการเดินทางในเชงเก้นเป็นภาษาอังกฤษ แจงรายละเอียด การเดินทางว่าวันไหนอยู่ที่ไหน วันไหนไปเที่ยวเมืองอะไร ทำกิจกรรมอะไรบ้าง พร้อมระบุพาหนะในการเดินทาง

13. ค่าธรรมเนียมวีซ่า ท่องเที่ยวสำหรับระยะสั้น (ระยะเวลาน้อยกว่า 90 วัน) เป็นเงินไทย ราคา 60 ยูโรต่อท่าน คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนของวันที่ขอวีซ่า ควรเตรียมให้พอดี

 

ที่อยู่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศเชค

ตึกสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 15 ยูนิต C สีลมคอมเพล็กซ์

191 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก

กรุงเทพฯ 10500

การเดินทาง นั่งรถไฟฟ้า BTS มาสถานีศาลาแดง

เวลารับยื่นคำร้องขอวีซ่า: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:30 ถึง12:00 และ เวลา 13:00 ถึง16:00 ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

เวลารับคืนหนังสือเดินทาง: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 13:00 ถึง16:00 ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

 

ที่อยู่ของสถานทูตเช็ค แผนก วีซ่า ที่อยู่ สถานกงสุลและวีซ่า

71/6 ซอย ร่วมฤดี 2 ถ. เพลินจิต กรุงเทพฯ 10330

เว็บไซต์สถานทูตเช็ค

http://www.mzv.cz/bangkok/th

เวลาทำการ

จันทร์-พุธ-ศุกร์ เวลา 08.30-12.00 น. ยื่นขอวีซ่า

การเดินทาง นั่งรถไฟฟ้า BTS มาสถานีเพลินจิต เดินเข้าซอยจะมีมอเตอร์ไซต์รับจ้าง บอกเค้าว่าไปสถานทูตเช็ค

 

รับรองคำแปลเอกสารภาษาอังกฤษที่ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่อยู่ 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0-2981-7171-99 โทรสาร 0-2981-7256

http://www.europeforthai.com

ตัวอย่าง การกรอกใบขอวีซ่า


ดาวน์โหลดใบคำร้องขอวีซ่าเชงเก้น คลิ๊กที่นี่ พิมพ์ออกมาแล้วกรอกด้วยปากกาลายมือเราเลยค่ะ โดยเขียนโดยตัวพิมพ์ใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นตัวพิมพ์ใหญก็ชัดเจนดีค่ะ
www.europeforthai.com

Microsoft Word - Document3.docxMicrosoft Word - Document3Untitled-3

 

รีวิวนครบูดาเปสต์ (Budapest) ประเทศฮังการี ตอนที่ 1: ฝั่งบูดา


        บูดาเปสต์ (Budapest) นครหลวงแสนสวยของประเทศฮังการีที่ได้ชื่อว่า “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” เมืองที่คั่นด้วยแม่น้ำดานูบที่สวยงามแยกเมืองเก่าและเมืองใหม่ออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งเมืองบูดาและฝั่งเมืองเปสต์ เมืองที่มีเสน่ห์อันน่าหลงใหลให้เรารู้สึกได้ถึงร่องรอยศิลปะที่สั่งสมมานาน

วันนี้ท้องฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตก เฮ้อ…

 ในเมืองใหญ่แบบนี้ นอกจากการเดินเท้าแล้วการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เป็นอีกทางเลือกที่แสนจะสะดวกสบาย แถมรู้มาว่ารถไฟใต้ดินในนครบูดาเปสต์ยังเป็น รถไฟใต้ดินเก่าแก่ที่สุดเป็นแห่งที่สองของโลก รองจากแห่งแรกในลอนดอน

รถไฟใต้ดินที่นี่เค้ายังคงรักษาความเก่าแก่และความคลาสสิคไว้เป็นอย่างดี

 ด้านในก็จะเป็นประมาณนี้ค่า (^^) ไปชมบูดาเปสต์ยามราตรีกัน

 แสงไฟที่สว่างไสวเรืองรองของนครบูดาเปสต์ยามค่ำคืน สวยงามจนแทบจะลืมหายใจ

โรงแรมของอ้อมอยู่ทางฝั่งเปสต์ค่ะ เลยขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Vörösmarty tér‎ แล้วเดินไปตามถนน Dorottya utca ‎จนเจอสี่แยกก็จะเห็นสะพานแล้วล่ะค่ะ

สะพานเชน (Chain bridge) สะพานแขวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญที่สุดของนครบูดาเปสต์ โดยสะพานที่งดงามนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ทอดตัวข้ามแม่น้ำดานูบ และยังเป็สะพานแห่งแรกที่เชื่อมระหว่างฝั่งบูดาและฝั่งเปสต์ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เมืองทั้งสองเมืองนี้ยังแบ่งเป็นสองเมือง

Chain Bride มีชื่อในภาษาฮังการีว่า Széchenyi lánchíd ซึ่งตั้งตามชื่อของท่านเคาท์ Széchenyi ผู้คิดริเริ่มในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้

ข้ามสะพานไปฝั่งบูดาหรือฝั่ง Castle Hill เพื่อไปยัง Buda Castle

พอข้ามสะพานมาก็จะเจอสถานีรถไฟไต่เขาขึ้นไปยัง Castle Hill 

 รถไฟนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1870 แต่ว่าถูกทำลายไปเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง และได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งตามแบบเดิมในปี 1986 ค่ะ

 ด้านในจะเป็นที่นั่งไม้ หันหน้าออกไปทางฝั่งเปสต์

 ในขณะรถไฟกำลังขึ้นสู่ด้านบนก็จะมองเห็นวิวของแม่น้ำดานูบ สะพานเชน และฝั่งเปสต์อย่างที่เห็นค่ะ

 พอถึงด้านบนก็จะเจอกับประตูของปราสาทค่าา (^^)

          ปราสาทบูดา (Buda Castle) เคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์ฮังการี โดยปราสาทบูดาและระบบการปราการป้องกันของปราสาทสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13  ภายหลังการบุกรุกมองโกล ปราสาทแห่งนี้ถูกทำลายและถูกสร้างขึ้นใหม่หลายต่อหลายครั้งกว่าจะแล้วเสร็จ ด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของปราสาทที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงที่มาของการสร้างชาติ ทำให้ปราสาทแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฮังการีค่ะ

 วิวจากบนปราสาทค่ะ มองเห็นโบสถ์ St. Stephen’s Basilica เหลือแค่อันเล็กนิดเดียว

เดินมาจนถึงประตูด้านหลังของปราสาท จากนั้นเราจะเดินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังป้อมชาวประมง (Fishermen’s Bastion) ตามถนน Tárnok utca ค่ะ แต่ถ้าขี้เกียจดูแผนที่ล่ะก็ Trick ง่ายๆ ก็คือ เดินตามคนไปหนะค่ะ (^^) เพราะส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวที่ปราสาทบูดาก็จะไปเที่ยวกันต่อที่ป้อมชาวประมงหนะค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของบูดาเปสต์

เมื่อเดินมาถึงจะเห็นโบสถ์ Matthias สไตล์นีโอกอธิค โบสถ์ที่เคยใช้ในการจัดพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ฮังการี

ป้อมชาวประมง เป็นกำแพงที่อยู่โดยรอบโบสถ์ Matthias ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดานูบทางด้านฝั่งบูดา สร้างขึ้นเพื่อเป็นกำแพงเมืองในระหว่างปี 1895-1902 และได้รับการฟื้นฟูบูรณะอีกครั้งในช่วงปี 1947-1948 เนื่องจากได้รับความเสียหายภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 ชื่อของป้อมปราการได้ชื่อว่า Fishermen’s ตามชื่อของกลุ่มชาวประมงที่รวมตัวกันเพื่อดูแลและปกป้องผู้รุกราน ณ ป้อมปราการแห่งนี้

 ความสวยงามของป้อมปราการแห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่ทำให้เรามองเห็นฝั่งเปสต์ที่อยู่อีกฝั่งแบบพาโนรามา อาคารรัฐสภาแสนสวยของฮังการีเมื่อเรามองจากบนป้อมชาวประมง

อีกสถานที่นึงในฝั่งบูดาที่อยากแนะนำก็คือ Gellert Hill ที่เห็นอยู่ข้างบนเนินเขาค่ะ เดินทางมาได้โดยรถรางสาย 41, 47 และ 49 รถประจำทางสาย 7 และสาย 86 ลงที่สถานี Gellért tér ค่ะ

 Gellert Hill เป็นเนินเขาที่ตั้งตะหง่านเหนือแม่น้ำดานูบ เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นนครบูดาเปสต์ทั้งสองฝั่งได้เกือบทั้งเมืองเลยทีเดียว

 ฝั่งบูดา

และฝั่งเปสต์ค่ะ

บน Gellert Hill มีอนุสาวรีย์เสรีภาพ เป็นรูปปั้นผู้หญิงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ยอดเนินเขา ทำให้เราสามารถมองเห็นรูปปั้นนี้จากเกือบจะทุกส่วนของเมือง จนอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงของประเทศฮังการีค่ะ

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพสร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อแสดงความเป็นเอกราชของประเทศฮังการีหลังจากการปลดปล่อยภายใต้การปกครองของนาซีค่ะ

และทั้งหมดนี้ก็เป็นรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในฝั่งบูดาที่อ้อมได้ไปเยื่อมเยือนและอยากเอามาแบ่งปันกันค่ะ ติดตามตอนที่ 2 ในฝั่งเปสต์กันต่อไปนะคะ (^_^)

ถ้าใครมีคำถามอะไร ฝากคำถามไว้ได้ที่หน้า wall http://th-th.facebook.com/pages/Europe-for-Thai-/193102947343?sk=wal อ้อมเต็มใจช่วยเหลือและตอบคำถามนะคะ (^_^) หรือถ้าใครอยากให้อ้อมพาเที่ยวก็ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.europeforthai.com/

รีวิว: เมืองโครมเมียริชจ์ (Kroměříž) ปราสาทอาร์คบิชอปและสวนสวย ประเทศสาธารณรัฐเชค


    วันนี้จะพาไปเที่ยวกันที่เมืองโครมเมียริชจ์ (Kroměříž) หนึ่งในเมืองที่น่าสนใจในแคว้น Moravia ค่ะ ของประเทศเชค เมืองที่มีศูนย์กลางของเมืองที่สวยงามคลาสสิค

 และบรรยากาศเงียบสงบให้ความรู้สึกผ่อนคลายในขณะที่เราเดินสำรวจเมือง

มีสินค้าพื้นเมืองหลากหลายให้เราได้เลือกซื้อกันที่ Summer Market กลางจตุรัสของเมือง

นอกจากนี้อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในเมืองนี้ก็คือ ปราสาทอาร์คบิชอปและสวนสวยขนาดใหญ่ ที่เคยเป็นที่ประทับของอาร์คบิชอปและบิชอปในศตวรรษที่ 14 จนถึงปี 1949

 ภายในปราสาทมีการตกแต่งอย่างปราณีตและมีเอกลักษณ์ ทั้งเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นที่น่าสนใจ และภาพเขียนจากศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย และทั้งหมดถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี

ในช่วงฤดูร้อนจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ โดยเสียค่าเข้าชม (ภาพนี้เป็น Ceremonial Hall)

ทุกรายละเอียดในสถานที่แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยของประวัติศาสตร์ให้ช่วงที่ผ่านมา


บวกกับความสวยงามของสวนที่ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศน่ารื่นรมย์ในทุกมุม 

ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย

ปราสาทแห่งนี้มีสวนสองแห่ง คือสวนของปราสาทและสวนดอกไม้ และด้วยความโดดเด่นเช่นนี้ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติในปี 1998

 สวนโดยรอบบริเวณปราสาทเปิดเป็นสวนสาธารณะฤดูร้อนให้แก่บุคคลทั่วไป  (เมษายน-ตุลาคม)

หนูโซฟีขอนั่งเล่นชมวิวหน่อยนะคะ

 และสวนดอกไม้ซึ่งห่างจากปราสาทประมาณ 700 เมตร ใช้เวลาเดิน 10 นาที ที่มีดอกไม้หลากสีและการจัดสวนที่น่าทึ่ง สวนดอกไม้นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1665-1675 เป็นสวนแบบบาร็อคที่ถูกออกแบบให้มีการผสมผสานระหว่างสไตล์อิตาลีและสไตล์ดัตช์ โดยสถาปนิกชาวอิตาลี

เดินจนหมดแรงก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว ทริปวันนี้ประทับใจจนไม่อยากให้ใครที่ได้มีโอกาสมาแถวนี้พลาดเลยค่ะ ❤ ❤ ❤

ว่าแล้วก็บ๊าย บายนะค๊า (^_^)

ถ้าใครมีคำถามอะไร ฝากคำถามไว้ได้ที่หน้า wall http://th-th.facebook.com/pages/Europe-for-Thai-/193102947343?sk=wal อ้อมเต็มใจช่วยเหลือและตอบคำถามนะคะ (^_^) หรือถ้าใครอยากให้อ้อมพาเที่ยวก็ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.europeforthai.com/